Testing Noodles Pathumthani

25/12/53

แฟรนไชส์ tamago และ im-lu-ku

เนื้อผลไม้ล้วนรูปทรงไข่ และไอศกรีมนมฮอกไกโด ประสบการณ์ใหม่ที่ต้องลอง
ของแปลก กินยาก ก็กลายเป็นจุดขายได้เหมือนกัน เป็นเรื่องของไอเดียล้วน ๆ แต่บวกคุณค่าทางอาหาร ทำให้ของกินเล่นมีคุณค่ากับร่างกายมากขึ้นเห็นเด็ก ๆ มุงอยู่หน้าร้านที่มีป้าย i-maru ติดอยู่ด้านหน้า ฟังคนขายอธิบายวิธีกิน ให้บีบ ๆ แล้วดูด แปลกดีแฮะ ลองไปยืนเกาะตู้ดูกับเขาบ้าง ในตู้แช่ที่เห็นมีสิ่งประดิษฐ์รูปไข่ขนาดใหญ่กว่าของจริงเล็กน้อย แต่สีสันสดใส แบบแรกเป็นไข่กลมเกลี้ยง อีกแบบมีหลอดปักอยู่ด้านบนด้วย

i-maru แบรนด์นี้แบ่งปันประสบการณ์ในสองรูปแบบ คือ “tamago” 100% pure iced-fruit เนื้อผลไม้ล้วนรูปทรงไข่ เป็นสินค้าตัวแรกที่วางตลาดมาแล้วประมาณสองปี มีสองรสชาติ ทุเรียนหมอนทองกับมะม่วงน้ำดอกไม้
ส่วน “im-lu-ku” เพิ่งเปิดตัวเดือนที่แล้ว นำเข้านมฮอกไกโดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อเป็นแหล่งผลิตนมชื่อดังที่สุดในโลก ขายในรูปแบบไอศกรีมนมฮอกไกโด มี 7 รสชาติ ได้แก่ รสวานิลลา บัตเตอร์สก๊อตช์ รสช็อกโกแลต รสโยเกิร์ต เบอร์รี่ รสโอ้! เบอร์รี่ รสกล้วย ๆ รสแคนตาลูป และรสน้อยหน่า
วิธีกินไม่ใช่ง่าย ๆ tamago มีคอนเส็ปต์การกิน “เจาะไข่ แตกโพล๊ะ” จ่ายเงินแล้วรับไข่ ใช้มือสองข้างปั่นให้ละลายเล็กน้อย จากนั้นใช้ไม้จิ้มทะลุเปลือกที่หุ้มให้แตก แล้วดึงวัสดุหุ้มออกก่อนรับประทาน ต้องระวังหน่อย ถ้าเอาไม้ไปจิ้มตอนไข่นิ่ม ไข่อาจแตก ถ้าจิ้มขณะไข่นิ่ม ไอศกรีม im-lu-ku กินง่ายหน่อย เลือกรสชาติที่ต้องการ ใช้กรรไกรตัดปลายจุกออก แล้วดูดจากส่วนปลาย ไอศกรีมจะค่อย ๆ ละลายออกมา
สนใจลองหาประสบการณ์ใหม่ได้ ด้วยจุดเด่นที่แปลก มีสีสันชวนดึงดูด กลุ่มเป้าหมายจึงครอบคลุมตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่
ลงทุนครั้งเดียว 45,000 บาท เป็นค่าตู้แช่ไอศกรีม พร้อมชุดตกแต่งและดิสเพลย์ ใช้พื้นที่ 1.5×1.5 ตารางเมตร ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายเดือน กำไรลูกละ 10 บาท ราคาขายหน้าร้านใบละ 39 บาท ร้านต้นแบบอยู่ที่จตุจักร ขายได้วันละ 400-500 ลูก ส่วนสาขาแฟรนไชส์ต่างจังหวัดเปิดอยู่ที่ภูเก็ตและเขาใหญ่
บริษัทตั้งสมมติฐานการขายเฉลี่ยวันละ 96 ลูก ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 39 วัน
เป็นไปได้หรือไม่ลองคิดดูว่าถ้ากำไรลูกละ 10 บาท ขายวันละ 96 ลูก ได้กำไรวันละ 960 บาท เอา 960 บาท คูณด้วย 39 วัน เท่ากับว่าได้กำไร 37,440 บาท ทั้งที่ลงทุน 45,000 บาท แต่ก็เป็นไปได้ถ้าถัวเฉลี่ยขายให้ได้วันละ 116 ลูก คูณ 39 วัน เท่ากับ 45,240 บาท ซึ่งมีความเป็นไปได้
อย่าลืมคิดว่ากำไรนี้คิดจากการขายอย่างเดียว ไม่ได้หักค่าเช่าร้าน ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน ดังนั้นอยากได้ทุนคืนเร็วเท่าไหร่ ต้องไปบริหารจัดการดูเอง
บริษัทได้คำนวณกำไรขั้นต้นจากการขาย 1 ปี ให้เห็นด้วยว่าจะได้กำไรทั้งสิ้น 350,400 บาท เป็นการคำนวณจากกำไรวันละ 960 บาท คูณด้วย 365 วัน
ลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ของบริษัท www.i-maru.com อยู่ระหว่างเตรียมการ จึงยังไม่มีรายละเอียดให้ชม แต่มีอีเมล์สำหรับติดต่อคือ marut_c@hotmail.com หรือโทร.ไปสอบถามที่ 08-6881-8785

sator shop

ผลไม้เคลือบช็อกโกแลต อร่อย มีประโยชน์
วันแม่ที่ผ่านมา อาสาพาแม่ไปเชียงราย ส่งถึงบ้านญาติเสร็จสรรพ ตัวเองหนีลงมาเที่ยวเชียงใหม่
ไปเชียงใหม่คราวนี้หนีเมืองไปเก็บตัวอยู่สันกำแพง ซึ่งเป็นอำเภอที่ใกล้เมือง ขับรถไม่ถึง 15 นาที

ที่เที่ยวเด่น ๆ ของสันกำแพงอยู่ที่ “บ้านบ่อสร้าง” สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าขายผ้าฝ้าย ร่ม และสินค้าหัตถกรรม ถูก ๆ ก็มี แพงกว่ากรุงเทพฯ ก็เยอะ ต้องดูให้ดี ส่วนแม่ค้าก็เหมือนกันทุกที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ใจดีบ้าง หลอกขายของแพงคนต่างถิ่นมั่ง
ถึงจะเป็นวันหยุดยาวแต่นักท่องเที่ยวน้อย น้อยจนรู้สึกได้ว่าร้านค้า คนขาย มีมากกว่าคนซื้อ อยากรู้ว่าร้านไหนขายดีหรือไม่ดี เวลาจ่ายเงินให้ใช้แบงก์ใหญ่ที่มีราคามากกว่าสินค้ามาก ๆ เช่น ซื้อของราคา 80 บาท ให้แบงก์ 500 ถ้าแม่ค้าร้องจ๊าก! แล้วถามกลับไม่มีแบงก์ย่อยเหรอ
ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ส่งเสียงถามแม่ค้า ขายไม่ดีหรือ เสียงตอบกลับมา “ไม่ใช่ขายไม่ดี มันไม่ได้ขายน่ะสิ”
คิดว่าเป็นอยู่ร้านเดียว ที่ไหนได้ ร้านค้าส่วนใหญ่พอใจที่จะรับเงินจำนวนเท่ากับราคาสินค้ามากกว่าต้องหาเงินทอนให้
ใครที่ชอบช็อปปิ้งถนนคนเดิน ที่สันกำแพงก็มีทุกเย็นวันเสาร์ 4-5 โมง เริ่มตั้งร้านกันแล้ว ขายไปจนถึงสี่ทุ่ม ขับรถมาต้องจอดแถวหน้าโรงเรียนสันกำแพง ช่วงวันแม่ที่ผ่านมาเป็นวันที่ฝนเริ่มมากเป็นวันแรก ๆ ที่สันกำแพง คนขายจึงต้องลุ้นเป็นพิเศษ “วันนี้ฝนจะตกหรือไม่ตก”
ถนนคนเดินที่นี่เล็กกว่าถนนคนเดินประตูท่าแพและถนนวัวลายในเมืองเชียงใหม่ แต่เสน่ห์ไม่แพ้กัน คือสินค้าพื้นเมืองโดยเฉพาะผ้าฝ้ายและอาหารการกินเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่
เดินจนเพลินตาไปจ๊ะเอ๋กับ กล้วยเสียบไม้จิ้มช็อกโกแลตปักขายแท่งละ 15 บาท ราคาไม่แพง ถูกใจวัยรุ่นที่ตรงรี่เข้ามาซื้อกินกันคนละไม้

ลองไปยืนชิมกับเขาบ้าง เคี้ยวไปคุยไป จึงได้ทราบว่าคนขายที่กำลังนั่งหยิบกล้วยกับองุ่น ชุบช็อกโกแลตสีเข้มที่อุ่นอยู่ในเตา รอจังหวะพอแห้งแล้วโรยด้วยช็อคโกแลตขาวกับสตรอวเบอรี่สีชมพูอีกที เป็นอันเรียบร้อย ปักรอคนซื้อที่เดินเข้ามาอุดหนุนเรื่อย ๆ
ประโยชน์จากผลไม้นานาชนิดที่ซ่อนอยู่ในช็อกโกแลต เช่น กล้วย องุ่น สตรอเบอรี่ แอปเปิ้ล บวกกับความหวานซ่อนขมของช็อกโกแลตที่เคลือบอยู่บาง ๆ อร่อยเข้าท่าไม่เบา
เป็นสูตรที่เจ้าของร้านช่วยกันคิดขึ้นเอง ถามว่าเหมือนฟองดูที่ฝรั่งใช้ไม้จิ้มผลไม้ชุบน้ำตกช็อกโกแลตหรือไม่ ทางร้านยืนยันว่าเธอไม่รู้จักฟองดูกระทั่งมีคนมาบอกว่ารูปแบบที่ทำอยู่คล้ายกันเลย
ขายดีทั้งที่สันกำแพงและประตูท่าแพ คนเยอะขนาดต้องติดป้าย no photo เพื่อไม่ให้ขวางทางลูกค้าที่จะเดินเข้าซื้อ

24/12/53

TOM N TOMS COFFEE ร้านกาแฟสุดฮอตที่เกาหลี

เมนูที่ได้รับความนิยมนอกจากกาแฟ สมูทตี้ ก็มี Pretzel, Honey Butter Bread และ Tortilla Pizza
 ขึ้นชื่อว่าเกาหลี อย่าเพิ่งคิดว่าร้านกาแฟอันโด่งดังที่สุดแบรนด์ TOM N TOMS COFFEE
จะต้องตกแต่งแบบเกาหลีจ๋า แต่กลิ่นอายที่ทันสมัยตามสไตล์การแต่งร้านอเมริกันบวกเกาหลี เต็มไปด้วยบรรยากาศของการนั่งดื่ม นั่งคุย และอร่อยกับเมนูอาหารว่าง กลายเป็นร้านยอดนิยมที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มีสาขามากถึง 200 สาขา
ส่วนเมืองไทยเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน หลังเลื่อนกำหนดมาตั้งแต่เมษายนเพราะปัญหาความไม่สงบครั้งเลวร้ายของการเมืองไทย
เจ้าของ TOM N TOMS COFFEE เป็นนักธุรกิจเกาหลีที่อยู่เมืองไทยมานาน 16 ปี ชื่อว่า มร.คิม อิน โยบ ประธานกรรมการ บริษัท ทัม แอน ทัมส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของเดียวกับไอศกรีม Red Mango เครื่องสำอาง Missha ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ทั้งอิมพอร์ตสินค้าเกาหลีเข้าไทย และเอ็กซ์พอร์ตสินค้าไทยไปเกาหลี
ตระเวนดูตลาดกาแฟในเมืองไทย 3 ปีกว่า มองเห็นว่านอกจากสตาร์บัคส์แล้ว ไม่มีแบรนด์กาแฟพรีเมียมแบรนด์ไหนที่โดดเด่น ต่างกับกาแฟระดับล่างที่มีการขยายตัวมากขึ้น คิดได้ดังนี้แล้วไม่รอช้าตั้งใจจะให้ TOM N TOMS COFFEE เสียบช่องว่างสตาร์บัคส์ที่ขึ้นสูงสุดในเมืองไทยแล้ว
เป้าหมายต้องการเปิด 10 สาขา เอาเข้าจริงตอนเริ่มเปิดไม่เป็นทางการที่ K Village เมื่อวันที่ 13 เมษายน ทั้ง ๆ ที่ยังตกแต่งไม่เสร็จ ไม่ได้โฆษณาอะไร และกล้าที่จะลงทุนในขณะเกิดวิกฤต เพราะถือว่าลงทุนก่อนได้โอกาสก่อน ปรากฏว่าลูกค้าเต็มร้าน ขายดีเกินคาด และมีคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์หลายราย คาดว่าภายในปีนี้ลงทุนประมาณ 5 สาขา ทำเลที่มองไว้ เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัล พัทยา สนามบินสุวรรณภูมิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ซึ่งเป็นการลงทุนเอง เว้นแต่ว่าใครมีพื้นที่ดีกว่านี้อาจร่วมกันลงทุน
คุณคิมได้รับมาสเตอร์แฟรนไชส์อาเซียน10 ประเทศ เมื่อประสบความสำเร็จในเมืองไทย อาจขยายไปที่มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ กัมพูชา
TOM N TOMS COFFEE สาขาแรก มีพื้นที่ 272 ตารางเมตร การลงทุนรวมค่าตกแต่ง 10 ล้านบาท ขายได้วันละ 5 หมื่นบาท สำหรับแฟรนไชซีที่ต้องการร่วมลงทุน ต้องมีพื้นที่ขั้นต่ำ 200 ตารางเมตร อายุสัญญา 3+3 ปี แฟรนไชส์ฟี 7.5 แสนบาท ที่เหลือเป็นค่าตกแต่งร้านและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายได้ต่อวันสำหรับสาขาแฟรนไชส์ขั้นต่ำ 1-1.5 หมื่นบาท หากขายได้มากกว่านั้นก็เป็นส่วนกำไรที่มากขึ้น ถ้าโชคดีไม่เกินปีครึ่งอาจคืนทุนได้
ที่เกาหลีใช้เงินลงทุนต่อสาขาอย่างน้อย 30 ล้านบาท ไทยจะได้เปรียบกว่าเรื่องค่าเช่า ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ช่วงแรกเน้นเปิดร้านขนาดใหญ่ก่อนค่อยลดขนาดร้านเป็นขนาดกลาง และคีออสเล็ก ๆ ทั่วประเทศ
ลูกค้ามีทั้งวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ครอบครัว และเด็ก ราคาเครื่องดื่ม 60-155 บาท เบเกอรี่เริ่มต้น 65 บาท เมนูที่ได้รับความนิยม เช่น Pretzel, Honey Butter Bread และ Tortilla Pizza

มีลาภเซรามิค สินค้าส่งออกฝีมือคนไทย

มีลาภ ตั้งสุวรรณ คนหนุ่มไฟแรงผู้ปลุกปั้น “หจก.มีลาภเซรามิค” ขึ้นมาโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถผลักดันผลิตภัณฑ์เซรามิคจากโรงงานของตนเองติดตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซรามิค

มีลาภ ตั้งสุวรรณ
“เดิมทีผมขายเสื้อผ้าอยู่ในตลาดสบตุ๋ย จังหวัดลำปาง มองไปรอบ ๆ ตลาดจะมีโรงงานทำเซรามิคเยอะมาก ก็เลยมาคิดว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจดี เพราะมีการเติบโตและขยายตัวค่อนข้างเร็ว ประกอบกับช่วงนั้นทางโรงเรียนลำปางกัลญาณี มีการเปิดคอร์สอบรมออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิค
ภายใต้การสนับสนุนด้านเงินทุนจากกรมการศึกษานอกโรงเรียนเป็นระยะเวลา 3 เดือน มีอาจารย์จากวิทยาลัยครูพระนคร ที่สอนด้านเซรามิคมาเป็นผู้สอน ครั้งนั้นมีผู้สนใจเข้ารับการอบรมประมาณ 30 กว่าคนซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น โดยใช้เวลาในการอบรมประมาณ 2 เดือน
หลังจากนั้นผมก็ลงทุนซื้อที่ดินย่านถนนลำปาง-เชียงใหม่ เพื่อทำเป็นโรงงานขนาดเล็ก มีคนงานเพียงไม่กี่สิบคน ทำการผลิตสินค้าจำพวกของชำร่วยแต่งงาน ออมสิน-ของตั้งโต๊ะ เป็นต้น
จากจุดเริ่มต้นของความไม่รู้ ต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ จนกลายมาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในวันนี้ ที่ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายมากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นของชำร่วย ของที่ระลึก งานปั้นมือ ชุดน้ำชา เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ตุ๊กตาออมสิน แก้ว mug และรับงานตามdesign ของลูกค้า
สินค้าที่ขายดีของ หจก. มีลาภเซรามิคนั้น คุณมีลาภบอกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึก จาน ชาม เป็นงาน Hand Paint ซึ่งถ้าเป็นคนไทยจะชอบจานชามประเภทชามตราไก่ ชามลายดอกลีลาวดี แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะทางแถบยุโรปจะชอบลายจำพวก Christmas ลาย Santa Cross หรือ Snow Man
เดิมทีนั้น หจก.มีลาภเซรามิคขายส่งตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในแถบยุโรป แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการทำตลาดในประเทศมากขึ้น “ในช่วงที่ค่าเงินบาทดี ๆ เราทำตลาดต่างประเทศประมาณ 60-70% แต่ตอนนี้ค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งตัว เราจึงหันมาทำตลาดในประเทศ 50% ซึ่งในอนาคตคิดไว้ว่าจะขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นอีก”
จุดแข็งของมีลาภเซรามิคคือ มีความหลากหลายของโพรดักส์ มีดีไซน์ที่แตกต่าง และคุณภาพของสินค้าที่ได้มาตรฐาน “บริษัทมีพนักงานออกแบบและพนักงานแกะแบบใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแบบที่เราดีไซน์ขึ้นมาเองหรือแบบจากลูกค้า และมีการพัฒนารูปแบบสินค้าอยู่เสมอ”
หจก.มีลาภเซรามิค ได้กำหนดเงื่อนไขในการซื้อขายสินค้าไว้ดังนี้ หากเป็นลูกค้าต่างประเทศสามารถซื้อสินค้าขั้นต่ำในราคาประมาณ 8,000 เหรียญต่อออร์เดอร์ แต่ถ้าเป็นลูกค้าชาวไทยสามารถพูดคุยและตกลงราคาซื้อขายกันได้ว่าต้องการมากน้อยแค่ไหน
ภาวการณ์แข่งขันในกลุ่มธุรกิจประเภทนี้ คุณมีลาภให้ความเห็นว่า “ถือว่ามีการแข่งขันกันเองในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก แต่จะแข่งขันในทุก ๆ ด้านทั้งเรื่องราคา รูปแบบสินค้า คุณภาพ และการบริการ”
ท้ายนี้คุณมีลาภฝากข้อคิดในการทำธุรกิจไว้ว่า “ไม่ว่าจะทำธุรกิจหรือคิดผลิตอะไรขึ้นมาสักอย่าง สิ่งที่จำเป็นจากประสบการณ์ของผมคือ ความรู้จริงในสิ่งที่จะทำ แล้วเริ่มต้นในระดับที่ไม่ใหญ่โตจนเกินไปนัก เพื่อลดภาวะความเสี่ยง แล้วพยายามศึกษาให้ท่องแท้ เมื่อเกิดปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันที และที่สำคัญ ต้องมีทีมงานที่ดี”
ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ หจก.มีลาภเซรามิค สามารถติดต่อได้ที่ E-Mail:meelarpceramic@gmail.com 

23/12/53

Kha-hnom-tein หลากเมนูอร่อย แต่กินไม่ได้

ภาพอาหารคาวและหวานที่เห็นอยู่ในคอลัมน์ชี้ทางรวยฉบับนี้ ล้วนเป็นของเทียมที่ทำเลียนแบบของจริงได้เหมือนมาก ๆ เห็นแล้วยังอดน้ำลายสอไม่ได้จริง ๆ แต่ทุกเมนูที่เห็นนั้นทำมาจากเทียนทั้งสิ้น ผลงานของสาวช่างคิดที่ชื่อ “อาริสรา นุกูล” หรือ “หลิว” เจ้าของผลิตภัณฑ์
“ส่วนตัวเป็นคนชอบทำเทียนอยู่แล้ว สมัยก่อนจะทำแบบไม่มีทิศทาง พอดีเพื่อนเห็นชอบทำเทียนเลยซื้อหนังสือทำเทียนขั้นพื้นฐานมาให้ เป็นหนังสือที่สอนทำเทียนรูปแบบขนมไทย พอเรียนจบปริญญาตรี สาขาภูมิสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ยังไม่ได้ทำงานประจำ เลยเริ่มหัดทำเล่น ๆ และเริ่มวางขายที่ตลาดในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ช่วงแรกทำเทียนเป็นรูปแบบขนมถ้วยฟู ขนมตาล ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ขายชิ้นละ 10 บาท ซึ่งวันแรกก็ขายหมดเลย แล้วยังมีคนมาติดต่อให้ทำส่งออกอีก 3 ราย แต่ความที่เรายังเด็กและไม่มีประสบการณ์ ทั้งยังไม่พร้อมอีกหลาย ๆ อย่างเลยไม่ได้สนใจตรงนั้น


เรียกว่าลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกันว่าจะมาทำเป็นธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกควบคู่กับการทำเทียนขายมาตลอด ตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งเรียนจบปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปกร ถึงได้เริ่มออกงานแฟร์ เพื่อดูว่าผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง และคิดว่าเราโตพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นได้แล้ว”
Kha-hnom-tein candle cuisine มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งของคาวและของหวาน ไม่ว่าจะเป็น เบเกอรี่ ขนมไทย ไอศกรีม เครื่องดื่ม ซูชิ และอื่น ๆ อีกมากกว่า 400 แบบ โดยชิ้นงานส่วนใหญ่จะเน้นรูปแบบที่เป็นสากล เห็นแล้วเข้าใจได้ไม่ยากนัก
ปัจจุบัน Kha-hnom-tein candle cuisine วางจำหน่ายที่ถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียว นอกจากนี้ยังส่งออกไปจำหน่ายอีกหลากหลายประเทศ ทั้งในเอเชียและแถบยุโรป อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อิตาลี อังกฤษ และฝรั่งเศส
“ราคาขายจะขึ้นอยู่กับแบบของแต่ละชิ้นงาน ถูกสุดจะอยู่ที่ชิ้นละ 10 บาท เป็นประเภทเทียนขนมไทย ราคาแพงสุดจะประมาณ 400 บาท เป็นเทียนเหยือกเบียร์ ที่มีความสูงประมาณ 23 เซนติเมตร กว้าง 15 เซนติเมตร
หลัก ๆ จะแบ่งการขายเป็นในประเทศกับต่างประเทศ ถ้าขายต่างประเทศลูกค้าต้องสั่งซื้อขั้นต่ำ 1 แบบ 100 ชิ้น แต่ถ้าเป็นลูกค้าในประเทศที่อยากรับไปขาย หลิวจะให้โอกาสกับทุก ๆ เพราะเราเคยค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก่อน ทำให้เราเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร คือขายราคาเท่ากันแต่ไม่จำเป็นต้องสั่งในปริมาณมาก”
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ นอกจากสีสันที่สวยงามแล้ว ด้านรูปแบบของสินค้ายังมีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับของจริงเป็นอย่างมาก อีกทั้งลูกค้ายังสามารถ Request กลิ่นได้ตามความต้องการ เช่น กลิ่นช็อกโกแลต หรือกลิ่นวนิลา นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ดีทีเดียว
แนวคิดในการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ สาวหลิวบอกว่า “ถ้าทำเทียนรูปแบบอื่นจะมีคนทำกันเยอะแล้ว เลยคิดว่าทำเทียนของกินนี่แหละดีที่สุด เพราะมีรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทำได้เรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นคนชอบกินอยู่แล้ว ก็จะหมั่นออกไปดู ไปชิม ไปศึกษาทั้งอาหารและขนมต่าง ๆ เพื่อดูรูปแบบและการดีไซน์ใหม่ ๆ แล้วนำมาปรับใช้กับงานของเรา”
สำหรับใครที่คิดอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง สาวหลิวฝากข้อคิดไว้ว่า “คนเราทุกคนสามารถคิดได้หมดว่าอยากจะทำนั่น อยากจะทำนี่ แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าทำตัวเป็นเจ้าแม่ Project ขอให้ลงมือทำเลย แล้วค่อย ๆ แก้ปัญหาไป
จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเราไม่สามารถรู้ได้ แต่อยากให้ลงมือทำก่อน อย่ากลัวที่จะเดินหน้า อย่ายอมแพ้ แล้วสักวันจะประสบความสำเร็จเอง”
ท่านที่สนใจ “kha-hnom-tein candle cuisine” สามารถเข้าไปเยี่ยมชมสินค้าได้ที่www.sweetcandle.net หรือติดต่อไปที่ 87/3 Nongbua rd. Maung Chiang-Rai Thailand 57000 โทร.081-289-5055

LongTeens รองเท้าสานงานฝีมือส่งออก

อาชีพการทำรองเท้าด้วยผ้าพื้นเมืองเป็นอาชีพที่ไม่หยุดนิ่ง เราต้องยืดราคายืดมาตรฐานของสินค้าให้มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลาจากสูงสุดสู่สามัญ คำๆ นี้คงใช้ได้ดีในยุค 2010 ยุคที่ทุกคนต้องหันกลับสู่วิถีการดำเนินชีวิตก่อนยุคเฟื่องฟู หันกลับมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงใช้ของพื้นบ้านแทนการใช้สินค้าสมัยใหม่ ลดการจับจ่ายซื้อสินค้าแบรนด์ดังหันมาใช้สินค้าทำมือกันมากขึ้น
วิถีทางของคนในยุคปัจจุบันหันหลับมานิยมสินค้าพื้นบ้าน สินค้าทำมือ สินค้าสมุนไพรและสินค้ารีไซเคิลกันเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อน สาเหตุนี้มิใช้พิษจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ผ่านมาหลายคนหลงลืมการใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ หลงไหลสิ่งสวยหรูที่มาพร้อมค่านิยมที่มีให้เห็นเกลื่อนเมือง ปัจจุบันสินค้าพื้นเมืองจึงกลับมาเฟื่องฟูแทนสินค้าฉาบฉวยเหล่านั้น คุณชัชพร อิสระภาพ หรือ พี่มิ้น แม่ค้าคนสวยแห่งเมืองเหนือพยายามอย่างยิ่งที่จะสานต่ออาชีพให้กับชาวบ้าน และมุ่งหวังให้ถิ่นฐานบ้านเกิดของตนมีอาชีพคงอยู่แบบยั่งยืน ด้วยธุรกิจการทำรองเท้าจากผ้าพื้นเมืองแบรนด์ LongTeens “ พี่เห็นชุมชนเมืองเหนือหลายชุมชน ใช้ฝีมือของคนไทยผลิตสินค้ามากมายอออกสู่ท้องตลาด ด้วยความประณีตสวยงามคนไทยจึงเป็นทาสแรงงานให้ชาวต่างชาติเสมอ พี่จึงอยากสร้างรายได้กับตัวชุมชนเอง โดยเริ่มจากการทำรองเท้าจากผ้าพื้นเมืองเพราะรองเท้ามีความจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากการทดลองหาแบบให้ช่างในชุมชนได้รองทำ และเริ่มเสนอตามร้านค้าต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติทั้งยุโรป และเอเชียจะชื่นชอบมากเพราะเป็นงานทำมือ ผลตอบรับดีพี่จึงตั้งทีมผลิตเองในกลุ่มชาวบ้าน โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเช่น ผ้าพื้นบ้าน ผ้าชาวเขา ผ้าฝ้าย ผ้าคอตตอน ผ้าไหมนำมาผสมกับผ้าถักแบบต่าง ๆ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 79- 500 บาท หรืออาจมากว่านี้ขึ้นอยู่ที่แบบ รูปทรง ความยากง่ายของแบบและวัตถุดิบ สำหรับคนไทยเองเริ่มมานิยมสินค้าพื้นบ้านประเภทผ้าชาวเขาเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของสินค้าเป็นงานแฮนเมด ดีไซน์ทันสมัยประกอบกับใช้วัสดุดิบพื้นบ้านที่หาได้เฉพาะภาคเหนือเท่านั้น สวนใส่สบายและที่สำคัญสินค้ามีเอกลักษณ์ในตัวเอง ด้วยสีสันลวดลายสดใสทำให้วัยรุ่นและกลุ่มคนทั่วไปหันมาให้ความสนใจสินค้าพื้นเมืองมากขึ้น
ณ ตอนนี้แบบรองเท้าภายในร้านมีหลายแบบหลายสไตล์ อาทิ คัตชู บูธ แบบสวม แบบเส้น แบบสาน แบบคีบ และแบบSlippers เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีไลสไตล์แตกต่างกัน ส่วนแบบที่นิยมมากที่สุดเป็นแบบรองเท้างานเส้น เนื่องจากสวมใส่สบายราคาไม่แพงซื้อง่าย แต่ปัจจุบันรองเท้าประเภทงานเส้นเริ่มมีมากในท้องตลาดเพราะโดนก๊อปปี้ผลงานเยอะพอสมควร แต่เราก็มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องพยายามหาแบบใหม่ ๆ หาข้อมูลต่างอินเตอร์เน็ทบ้าง ดูในนิตยสารต่างประเทศบ้าง เพื่อนำมาดัดแปลงกับวัสดุท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกัน จากประสบการที่ผ่านมาการสั่งซื้อจากต่างประเทศต้องการความสะดวกรวดเร็วอย่างมาก การใช้วัสดุพื้นบ้านเป็นวัตถุดิบหลักทำให้เราสามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย มีปริมาณการผลิตที่แน่นอนเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ถือเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ลูกค้าต้องการ
สำหรับการพัฒนาต่อยอดสินค้านั้นพี่พยายามทำแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา และเพิ่มกำลังการผลิตจากผู้ใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นอุปสักสำคัญที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ น่าเสียดายที่งานสารจะต้องหมดยุคขาดการสืบทอดจากเด็กรุ่นใหม่ ๆ จากสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน มีการลอกเรียนแบบเยอะขึ้นหรือตัดราคาสินค้ากันเอง แต่ของพี่พยายามรักษามาตรฐานของสินค้าให้คงที่ บ้างครั้งโดนลูกค้าบ่นบ้างเพราะสินค้าของเราแพงกว่าในท้องตลาด พี่จึงอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าสินค้าของเราใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานมากกว่าในท้องตลาดหลายเท่าตัว พี่ว่าอาชีพการทำรองเท้าด้วยผ้าพื้นเมืองเป็นอาชีพที่ไม่หยุดนิ่ง เราต้องยืดราคายืดมาตรฐานของสินค้าให้มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความทัดเทียมกับบ้านเรา ถ้าเราผลิตสินค้าไม่มีคุณภาพยอดการสั่งซื้อจะน้อยลงและหันไปสั่งประเทศเพื่อนบ้านแทน ”

22/12/53

Coolzie Lee Accessory เก๋ไก๋สไตล์คุณ

สินค้าแฮนเมดในปัจจุบันมีเยอะมาก เราจะพัฒนาสินค้าให้หลีกหนีจากสินค้าในท้องตลาดได้อย่างไรไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง คำพังเพยที่ใช้ได้กับผู้หญิงในทุกยุคทุกสมัย ส่วนประกอบที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือ เครื่องประดับ อย่างเช่น กิ๊บ แหวน กำไรข้อมือ ผ้าคาดผม
ร้าน Coolzie Lee จึงดึงความโดดเด่นในเรื่องเย็บปักถักร้อย ผสมผสานงานทำมือเข้ากับศิลปะการตกแต่งแบบสมัยใหม่จนเกิดเป็นไอเดียที่สามารถเข้ากันได้ดีกับสินค้าเสริมสวยสมัยปัจจุบัน คุณกิ๊บ ศิริพร ไพฑูรย์ เจ้าของ ร้าน Coolzie Lee สุดสวยที่ยึดแนวคิดการออกแบบจากความชอบเป็นหลัก “ สินค้าภายในร้านเป็นประเภท กิ๊บติดผมทั้งใหญ่เล็กลักษณะแตกต่างกันไป ที่คาดผม ผ้าคาดผม หวีสับผม กำไรข้อมือติดโบ เข็มขัด ยางลัดผมและต่างหู เป็นของตกแต่งของผู้หญิงที่นิยมใช้กันมาก สินค้าภายในร้านส่วนใหญ่ใช้วัสดุแบบทั่วไป โดยเน้นเรื่องของสีสันสดใสผสมกันระหว่างเนื้อผ้าสีต่าง ๆ ให้เกิดเป็นสีและลวดลายใหม่ ๆ ปัจจุบันวันรุ่นชอบใช้เครื่องประดับที่มีสีสันแรงๆ เราจะทำผลิตภัณฑ์ให้มีสีแรงตามใจลูกค้าเพราะสีที่สดใสจะทำให้สินค้าดูโดเด่น แต่ต้องดูด้วยว่าสินค้าแบบไหนเหมาะสมกับสีและลายอะไร กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มใดถึงจะเหมาะสม
ลวดรายสีสันของผ้าที่นำมาใช้เราจะเน้นที่ความชอบของตนเองเป็นหลักและอิงกระแสความนิยมในปัจจุบันบ้าง อย่างเช่น ลายจุด ลายดอก ผ้าลูกไม้แบบต่าง ๆ หรือรายที่กำลังนิยมในช่วงเวลานั้น ๆ เนื่องจากถ้าเราอิงกระแสมากเกินไปสินค้าของเราจะเป็นสินค้าตามกระแส เราควรที่จะมีเอกลักษณ์หรือแนวคิดของเราเองถือเป็นสิ่งสำคัญของการขายของแฮนเมด
สินค้าภายในร้านมีแบบทั้งหมดประมาณ 60-70 แบบ อันที่จริงเราจะทำแบบขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ไม่ซ้ำกัน เพื่อความแปลกใหม่ของสินค้า ทำให้สินค้าในร้านขายดีแทบทุกชนิดสลับกันไป อย่างเช่นกลุ่มคนทำงานแบบที่ขายดีจะเป็นพวกหวีสับ ส่วนเด็กวัยรุ่นมัธยมจะเป็นพวกกำไรข้อมือโบเล็ก ๆ กิ๊บแบบต่าง ๆ แต่วัยรุ่นบางกลุ่มเน้นกิ๊บตัวใหญ่ ๆ ตามกระแสนิยม
จุดเด่นของสินค้าร้านเราคือความทันสมัยของสินค้า แบบไม่เหมือนใครคิดใหม่อยู่ตลอดเวลา สีสันสดใสมีแบบให้เลือกมากมาย สามารถใช้คู่กับแบบในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันร้าน Coolzie Lee มีหน้าร้านอยู่ที่ยูเนียนมอล และขายส่งอยู่ที่แพลตินัม มีแนวโน้มเรียกได้ว่าดีระดับหนึ่ง เนื่องจากตัวสินค้าเป็นงานทำมือชาวชาติจะให้ความสนใจมาก อย่างเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นประเทศที่ชื่นชอบสินค้าประเภทผ้าเป็นเครื่องประดับ
สินค้าแฮนเมดแนวเสริมสวยในปัจจุบันมีเยอะมาก ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับเราว่าสามารถพัฒนาสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน พัฒนาแบบอย่างไรให้หลีกหนีจากสินค้าในท้องตลาด เป็นงานที่ต้องมีใจรัก อดทนเพราะงานต้องใช้ความละเอียดอ่อน ใจเย็นเมื่อเรามั่นใจที่จะทำแล้ว จะมองเห็นว่าเป็นงานที่สนุกและทำให้เรากล้าที่จะคิดมากขึ้นด้วยค่ะ”
งานทำมือเป็นเรื่องง่ายใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ทำแล้วสวยด้วยไอเดียคงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่งั้นคงไม่มีงานแฮนเมดให้เราได้เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง ร้าน Coolzie Lee เป็นอีกหนึ่งร้านไอเดียสำหรับสาว ๆ ที่ชื่นชอบงานทำมือหาซื้อกิ๊บเก๋ ๆ กันได้ที่ ยูเนียนมอลล์ ชั่น G และแพลตินัม โทร.089-196-4442